สวัสดีครับเหล่าว่าที่ช่างเฟอร์นิเจอร์ทุกคน! ผม "ช่างเบิ้ม" เองครับ วันนี้จะขอวางกบไสไม้มาจับคีย์บอร์ด มานั่งคุยกับพวกเราแบบเป็นกันเองเรื่อง "งานทำสี"
มือใหม่หลายคนมักจะตกม้าตายตอนจบ ทำโครงสร้างไม้มาอย่างสวย แข็งแรงปึ้ก แต่พอถึงตอนลงสีกลับเละ! บางคนไปซื้อสีตามห้างเห็นกระป๋องเขียนว่า "แลคเกอร์" ก็หยิบมาเลยโดยไม่รู้ว่ามันมีกี่แบบ ใช้ยังไง วันนี้ผมจะพาไปรู้จักมันให้ถึงกึ๋นครับ
1. แลคเกอร์ (Lacquer) คืออะไรกันแน่?
ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ สไตล์ช่างเบิ้ม แลคเกอร์ก็คือ "เกราะป้องกันไม้" ที่แห้งไวที่สุด ครับ มันคือวัสดุเคลือบผิวที่เน้นความใส โชว์ลายไม้ให้เด่นชัด และที่สำคัญคือ "ซ่อมง่าย" กว่าพวกยูรีเทนมาก
ในทางเคมีมันคือเรซิ่นที่ละลายในตัวทำละลาย (Solvent) พอเราทาหรือพ่นลงไป ตัวทำละลายระเหยออก ปึ้ด! เนื้อฟิล์มก็แข็งตัวเกาะบนหน้าไม้ทันที
2. ทำไมมือใหม่ต้องเริ่มที่แลคเกอร์? (ข้อดี-ข้อเสีย)
ข้อดี:
- แห้งไวปานวอก: ทาเสร็จ 15-30 นาที แซะๆ ดู เอ้า! แห้งแล้ว ทำงานต่อได้เลย ไม่ต้องรอนานข้ามคืนเหมือนสีน้ำมัน
- งานเนียน: ฟิล์มสีบางใส ทำให้ไม้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูเหมือนพลาสติกมาแปะ
- ซ่อมงานง่าย: ถ้าทำเป็นรอย แค่เอาทินเนอร์แต้มๆ แล้วพ่นทับ มันจะละลายกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน (อันนี้คือจุดเด่นที่ยูรีเทนทำไม่ได้!)
ข้อเสีย:
- ไม่ทนแดด: เอาไปวางกลางแจ้งคือจบเห่ครับ ไม่เกิน 3 เดือนลอกเป็นแผ่น
- ไม่ทนความร้อน: วางแก้วกาแฟร้อนๆ ลงไป ผิวสีอาจจะขึ้นฝ้าขาวได้
3. ประเภทของแลคเกอร์ที่ช่างเบิ้มอยากให้รู้จัก
ในตลาดมีเยอะจนเวียนหัว แต่หลักๆ ที่มือใหม่ต้องเจอมี 2 แบบครับ:
แลคเกอร์เงา (Gloss)
ตัวนี้คือเบสิกที่สุด ให้ความเงาวับเหมือนกระจก เหมาะกับงานที่อยากโชว์ความหรูหรา
- เทคนิคช่างเบิ้ม: อย่าคิดว่าอยากได้งานด้านแล้วไปซื้อแลคเกอร์ด้านมาพ่นเลยนะ! สูตรลับของช่างคือ "ต้องลงเงาก่อนเสมอ" เพื่อสร้างเนื้อฟิล์มให้หนาและใส แล้วค่อยตบท้ายด้วยด้านครับ
- แลคเกอร์ด้าน (Matt)
มีหลายระดับ ตั้งแต่ด้าน 50% ไปจนถึงด้านสนิท (Dead Matt) มันช่วยให้งานดูโมเดิร์น มินิมอลแบบญี่ปุ่น
4. อุปกรณ์ที่ต้องมี (เตรียมไว้ไม่เสียเที่ยว)
- แลคเกอร์: จะแบบกระป๋องพ่นหรือแบบแกลลอนก็ตามสะดวก
- ทินเนอร์ (Thinner): อันนี้สำคัญมาก! ห้ามใช้ทินเนอร์ราคาถูกๆ ตามร้านวัสดุทั่วไป (ทินเนอร์ 3A เกรดต่ำ) เพราะจะทำให้สีเป็นฝ้า ให้ใช้ทินเนอร์สำหรับแลคเกอร์โดยเฉพาะเท่านั้น
- กระดาษทราย: เบอร์ 240, 320 และ 400 (ช่างเบิ้มแนะนำเบอร์ 600 ไว้ขัดจบงานด้วยจะดีมาก)
- แปรงขนกระต่าย หรือ กาพ่นสี: มือใหม่แนะนำแปรงขนขาวนุ่มๆ จะได้ไม่ทิ้งรอยขนแปรง
5. ขั้นตอนการทำสีแบบ "ฉบับจับมือทำ"
ขั้นตอนที่ 1: เตรียมผิว (ขั้นตอนนี้สำคัญ 70% ของงาน)
ถ้าพื้นผิวไม่เรียบ ต่อให้แลคเกอร์ราคาหลักหมื่นก็ออกมาขี้เหร่ครับ ขัดไม้ให้เนียนด้วยกระดาษทรายเบอร์ 240 ตามด้วย 320 เช็ดฝุ่นออกให้เกลี้ยง (ใช้ผ้าชุบทินเนอร์หมาดๆ เช็ดจะดึงฝุ่นได้ดีมาก)
ขั้นตอนที่ 2: ลง "แป้งอุดเสี้ยน" (Sandind Sealer)
อันนี้เว็บทั่วไปชอบข้าม! แป้งอุดเสี้ยนจะช่วยปิดรูขุมขนของไม้ ทำให้เราไม่ต้องเปลืองแลคเกอร์พ่นทับหลายรอบ ทาไปเลยครับ 1-2 รอบ พอแห้งแล้วขัดออกเบาๆ ให้เหลือแต่ในร่องไม้
ขั้นตอนที่ 3: การผสม (สัดส่วนทองคำ)
สูตรช่างเบิ้มคือ แลคเกอร์ 1 ส่วน : ทินเนอร์ 2 ส่วน * อย่าผสมหนืดเกินไป เพราะจะทายากและทิ้งรอยแปรง
- อย่าผสมใสเกินไป เพราะจะไม่มีเนื้อสี
ขั้นตอนที่ 4: การลงมือทา/พ่น
ทาไปในทิศทางเดียวกับลายไม้ "อย่าทากลับไปกลับมา" เพราะจะเกิดฟองอากาศ ถ้าพ่น ให้เว้นระยะประมาณ 1 ฟุตสม่ำเสมอ
6. ประสบการณ์จากช่างเบิ้ม: "ทำไมงานผมถึงเป็นฝ้าขาว?"
ปัญหายอดฮิตที่มือใหม่เจอคือ "ฝ้าขาว" (Blushing)
- ช่างเบิ้มบอกเลย: สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก "ความชื้น" ครับ วันไหนฝนตก ฟ้าครึ้ม ห้ามพ่นเด็ดขาด! ความชื้นในอากาศจะเข้าไปติดอยู่ในฟิล์มสีทำให้เกิดฝ้า
- วิธีแก้: ถ้าเกิดฝ้าแล้ว อย่าตกใจ! ให้ใช้ทินเนอร์เพียวๆ พ่นบางๆ ทับลงไป หรือใช้ "น้ำยาแก้ฝ้า" (Retarder Thinner) ผสมลงไปนิดหน่อยในรอบถัดไป มันจะช่วยชะลอการแห้งและไล่ความชื้นออกมา
7. เทคนิคที่เว็บทั่วไปไม่บอก (Secret Sauce)
- การ "ขัดลูบ" ระหว่างชั้น: ห้ามพ่นทับๆๆ ไปเลย 5 รอบโดยไม่ขัดเด็ดขาด! พ่นเสร็จ 1 รอบ รอแห้ง เอากระดาษทรายเบอร์ 400 ลูบเบาๆ (Sand light) เพื่อตัด "ขนไม้" ที่ชูชันขึ้นมาจากการโดนทินเนอร์ งานจะเนียนเหมือนผิวเด็กเลยครับ
- สูตร "แลคเกอร์เงา ผสม ด้าน": ถ้าคุณอยากได้ความด้านแบบดูแพง (Satin) ให้เอาแลคเกอร์เงาผสมกับแลคเกอร์ด้านในอัตราส่วน 1:1 ผลที่ได้คือมันจะดูนวลตา ไม่แห้งกระด้างจนเกินไป
- เทคนิค "ลูกประคบ": ถ้าไม่มีกาพ่น แต่อยากได้งานเนียนระดับ Hi-end ให้ใช้ผ้าฝ้ายพันสำลีเป็นก้อนกลม (ลูกประคบ) ชุบสีที่ผสมบางๆ แล้วลูบบนหน้าไม้เบาๆ หลายๆ รอบ วิธีนี้เรียกว่า "French Polish" แบบประยุกต์ งานจะเงาลึกมีมิติมาก
สรุปส่งท้ายการทำสีไม้ด้วยแลคเกอร์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ หัวใจสำคัญคือ "ใจเย็น" และ "สะอาด" อุปกรณ์ต้องสะอาด พื้นที่ทำงานต้องไร้ฝุ่น และที่สำคัญที่สุดคือต้องหมั่นสังเกตอาการของสีขณะทำงาน
